สรุปภาพรวมกองทุนรวมไตรมาส 1 ปี 2561

อุตสาหกรรมกองทุนรวมค่อนข้างทรงตัวในไตรมาสแรก โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 0.4% จากสิ้นปี 2017 ทำให้ยอดมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม ณ สิ้นเดือนมีนาคม ปิดที่ 5.05 ล้านบาท   

Morningstar 17/04/2561

อุตสาหกรรมกองทุนรวมในประเทศไทย

เปิดต้นปี 2561 ด้วยความสดใส โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยในเดือนมกราคมที่ SET ทำสถิติสูงสุดตั้งแต่เปิดทำการซื้อขายในปี 2518 โดยปิดที่ระดับ 1838.96 จุด แต่พอเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์จนถึงสิ้นเดือนมีนาคม นักลงทุนทั่วโลกกลับต้องเผชิญกับความผันผวนครั้งใหญ่ จากปัจจัยต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการประกาศขึ้นดอกเบี้ยของ FED, อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐฯ (Bond Yield) ที่ปรับตัวขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รวมถึงนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ หลังจากที่ทรัมป์ได้ประกาศเรียกภาษีจากจีนเพิ่มขึ้น เพื่อลดการขาดดุลทางการค้า

ในไตรมาสแรกนั้นมีเงินไหลเข้ากองทุนสุทธิรวมประมาณ 49,168 ล้านบาท โดยนักลงทุนยังคงให้ความสนใจลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำเป็นส่วนใหญ่โดยมีปัจจัยมาจากความกังวลข้างต้น ในทางกลับกันก็ยังมีนักลงทุนบางส่วนที่มีความเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้น และใช้โอกาสในช่วงที่หุ้นมีการปรับฐานทยอยสะสมกองทุนหุ้นในกลุ่มต่างๆ โดย 5 อันดับกลุ่มกองทุนที่มีเงินไหลเข้าสุทธิสูงสุดนั้น 3 อันดับแรกล้วนเป็นกลุ่มกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำถึงปานกลางที่ลงทุนในประเทศทั้งสิ้น คือ กองทุนประเภท Short Term Bond, Mid/Long term Bond, และ Conservative Allocation โดยทั้ง 3 กลุ่มนี้มีเงินไหลเข้าสุทธิรวมกว่า 100,919 ล้านบาท (49,319, 27,873, 23,727) ตามมาด้วยกลุ่มหุ้น Asia Pacific ex-Japan มีเงินไหลเข้าสุทธิกว่า 22,548 ล้านบาท และกองหุ้นไทย Large-Cap ประมาณ 18,446 ล้านบาท

Q1-1

ที่มา: Morningstar Direct, ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2561

ในส่วนของกลุ่มกองทุนที่มีเงินไหลออกมากที่สุด 2 อันดับแรก คือ Foreign Investment Bond Fix Term        -72,752 ล้านบาท ตามมาด้วย Global Bond -30,389 ล้านบาท ซึ่งในส่วนของ Global Bond นั้นให้ภาพตรงกันข้ามกับปีที่แล้วอย่างสิ้นเชิง (Q4 -2017 มีเงินไหลเข้าสุทธิถึง 15,140 ล้านบาท, ตลอดปี 2017 มีเงินไหลเข้าสุทธิถึง 130,623 ล้านบาท)

กองทุนรวมต่างประเทศ (ไม่รวม Term Fund)

ในส่วนของการลงทุนในกองต่างประเทศ (ไม่รวม Term Fund) ในไตรมาสแรกปีนี้นั้นมีเงินไหลเข้าสุทธิเพียง 29,074 ล้านบาท ลดลงอย่างมีนัยะสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ อาจเป็นเพราะสภาพตลาดต่างประเทศยังมีปัจจัยที่ไม่แน่นอนหลายประการ โดยรวมแล้วมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกลุ่มนี้อยู่ที่ 669,135 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.56% เทียบจากสิ้นปี 2017

เงินที่ไหลเข้าสุทธิของกองทุนในกลุ่มกองทุนต่างประเทศนี้ 5 อันดับแรกล้วนแต่เป็นกองทุนหุ้นทั้งสิ้น ได้แก่ Asia Pacific ex-Japan Equity ที่ 22,548 ล้านบาท, Global Equity ที่ 11,641 ล้านบาท, Japan Equity ที่ 9,255 ล้านบาท, Emerging Market Equity ที่ 7,725 ล้านบาท, และ China Equity ที่ 7,539 ล้านบาท ตามลำดับ โดยถึงแม้ว่า 5 อันดับ กลุ่มกองทุนดังกล่าวจะมีผลตอบแทนติดลบในช่วงไตรมาสแรกก็ตาม นักลงทุนกลับมองเป็นโอกาสในการทยอยสะสมกองทุนหุ้นต่างประเทศในช่วงที่ตลาดต่างประเทศมีการปรับตัวลดลง

ในขณะที่กองทุนประเภท Global Bond ที่ปีที่แล้วดูจะเป็นที่นิยมของนักลงทุนนั้นกลับมีเงินไหลออกสุทธิมากที่สุดโดยในไตรมาสแรกปีนี้อยู่ที่ประมาณ -30,389 ล้านบาท โดยสาเหตุหลักน่าจะมาจากผลตอบแทนระยะสั้นที่ติดลบ (3 เดือน -1.19%, 6 เดือน -1.34%,) จึงทำให้นักลงทุนเริ่มทยอยขายทำกำไร ตามมาด้วยกลุ่ม Global Health Care ซึ่งมีเงินไหลออกสุทธิ -5,915 ล้านบาท และกลุ่ม Commodities Precious Metals -1,373 ล้านบาท)

โดย Market share 5 อันดับแรกของกองทุนต่างประเทศ มีดังนี้ Global Allocation ที่ 24.56%, Global Bond ที่ 23.77%, Global Equity ที่ 8.14%, Asia Pacific ex-Japan Equity ที่ 8.02%,และ Global Health Care ที่ 6.12%

ส่วน บลจ.ไทยที่มีส่วนแบ่ง Market share 5 อันดับแรกของกองทุนต่างประเทศมีดังนี้ Kasset ที่ 22.95%, TMBAM ที่ 19.77%, SCBAM ที่ 16.46%, KSAM ที่ 9.40%, และ UOBAM ที่ 8.81%  

Q1-2018

ที่มา: Morningstar Direct, ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2561

ผลตอบแทนกองทุนรวมประเภทต่างๆ

ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปีนี้นั้น กองทุนประเภท Commodities Energy นั้นทำผลตอบแทนได้ค่อนข้างดี โดยทำได้ถึง +7.10% (เทียบกับปีที่แล้วนั้น กลุ่มนี้เป็นกลุ่มเดียวที่มีผลตอบแทนติดลบ) ซึ่งถ้าหากนักลงทุนท่านไหนที่ลงทุนในกองทุนกลุ่มนี้ก็คงจะพอทราบดีว่ากองทุนแม่ (Master fund) ที่กองทุนไทยส่วนใหญ่ไปลงทุนนั้นคือ กอง PowerShares DB Oil และกอง United States Oil ซึ่งกองแม่ทั้งสองกองทุนนั้น ทำผลตอบแทนได้ดีตั้งแต่ต้นปีจากการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Crude oil future)

ในกลุ่มส่วนของประเภทกองทุนหุ้นนั้น กองทุนหุ้นไทยขนาดใหญ่เป็นกลุ่มเดียวที่มีผลตอบแทนเป็นบวก ที่ 0.69% ในขณะที่กองหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กนั้นทำผลตอบได้ไม่ดีนักที่ -2.92% เช่นเดียวกับกองทุนหุ้นในตลาดต่างประเทศเกือบทุกตลาดทำผลตอบแทนติดลบทั้งสิ้นดังนี้ Japan Equity ที่ -5.26%, Europe Equity ที่-4.43%, Asia Pacific ex-Japan Equity ที่ -3.83%, US Equity ที่ -2.37%, China Equity ที่ -0.31%, และ Emerging Market Equity ที่ -0.16%

Q1-3

ที่มา: Morningstar Direct, ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2561

ในส่วนของการลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงต่ำอย่างตราสารหนี้นั้นทั้งตราสารหนี้ที่ลงทุนในประเทศอย่าง กลุ่ม Money Market กลุ่ม Short Term Bond และ กลุ่ม Mid/Long Term Bond นั้นล้วนแต่ทำผลตอบแทนได้อยู่ในระดับกลางเป็นไปตามระดับความเสี่ยง โดยที่มีค่าเฉลี่ยผลตอบแทนอยู่ที่ 0.23%, 0.44%, และ 0.52% ตามลำดับ ในส่วนตราสารหนี้ต่างประเทศอย่าง Emerging Market Bond และ กลุ่ม Global Bond นั้นในไตรมาสแรกของปีกลับทำผลตอบแทนติดลบที่ -1.00% และ -1.19% ตามลำดับ

ขณะที่กองทุนบางกลุ่มที่ปีที่แล้วให้ผลตอบแทนค่อนข้างดีอย่างกลุ่มที่เน้นลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์นั้น ในไตรมาสแรกนี้นั้น กองทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ (Property Indirect) นั้นกลับชะลอตัวให้ผลตอบแทนที่ 1.07% แต่ในส่วนของอสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศ (Property Indirect - Global) กลับให้ผลตอบแทนเป็นลบที่ -4.42%

กองทุนหุ้นไทย (ไม่รวม LTF และRMF)

ตลาดหุ้นไทยนั้นยังคงได้รับความนิยมจากนักลงทุนไทยแต่เฉพาะกองทุนหุ้นขนาดใหญ่ โดยพบว่ามีเงินไหลเข้าในกลุ่มกองทุนหุ้นไทย (ไม่รวม LTFและRMF) ทั้งสิ้นประมาณ 29,741 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นกองทุนหุ้นขนาดใหญ่ ซึ่งมีเงินไหลเข้าสุทธิ 31,439  ล้านบาท ซึ่งตรงกันข้ามกับกองทุนหุ้นขนาดกลางและเล็ก ซึ่งมีเงินไหลออกสุทธิ -1,697 ล้านบาท สืบเนื่องจากผลตอบแทนของกลุ่มกองทุนหุ้นขนาดกลางและเล็กในไตรมาสแรกที่ติดลบถึง -2.92% จึงอาจมีนักลงทุนบางส่วนทยอยขายทำกำไรที่ได้จากปีที่แล้ว (2017, +15.24%)

ทั้งนี้กองทุนหุ้นไทย (ไม่รวม LTF และRMF) ยังโตต่อเนื่องโดยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น +10.7% จากสิ้นปี 2017 มาอยู่ที่ 271,697 ล้านบาท

กองทุนกลุ่ม LTF และ RMF

ในไตรมาสแรกของปีนี้ กองทุนในกลุ่ม LTF ยังคงเป็นไปในลักษณะเดิมเหมือนเช่นทุกๆปีนั้นก็คือ ผู้ลงทุนทยอยขายทำกำไรเมื่อครบกำหนด โดยมีเงินไหลออกสุทธิกว่า -13,713 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินไหลออกในเดือนมกราคมถึง -12,533 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากผลตอบแทนที่น่าพอใจอีกทั้งตลาดยังทำ New high ในช่วงเดือนมกราคมด้วย หากนับผลตอบแทนการลงทุนในกลุ่ม LTF ณ สิ้นเดือนมีนาคมย้อนหลัง 5 ปีเฉลี่ย 3.46% และ 7 ปีเฉลี่ย 8.88%

ขณะที่กองทุน RMF นั้นกลับมีเงินไหลเข้าสุทธิอยุ่ที่ 904 ล้านบาทสวนทางกลับไตรมาสแรกของปีที่แล้ว (ไตรมาสแรกของปีที่แล้วเงินไหลออกประมาณ -434 ล้านบาท) โดยมีเงินไหลเข้าในกลุ่มสินทรัพย์ประเภทหุ้น ในขณะที่มีเงินไหลออกจากสินทรัพย์ประเภทตราสารหนี้

แต่อย่างไรก็โดยภาพรวมของทั้ง LTF และ RMF นั้นยังคงเติบโตได้ดีโดยเฉพาะส่วนของ LTF ที่หลายฝ่ายกังวลถึงแรงเทขายช่วงต้นปี ซึ่งตรงนี้สะท้อนให้เห็นถึงว่านักลงทุนส่วนใหญ่นั้นไม่ได้มองการลงทุนใน LTF หรือ RMF เป็นเพียงเรื่องของการลงทุนเพื่อประหยัดภาษีเพียงอย่างเดียว แต่มองเห็นถึงประโยชน์ของการลงทุนในระยะยาวอย่างแท้จริง มิเช่นนั้นทุกคนคงขาย LTF หรือ RMF กันไปหมดแล้วเมื่อลงทุนมาครบตามกำหนดกฎเกณฑ์ ปิดไตรมาสแรกของปีนี้ LTF มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 381,682 ล้านบาท และ RMF มีอยู่ 255,791 ล้านบาท

โดยบลจ.ไทยที่มี Market share 5 อันดับแรกของกองทุน LTF มีดังนี้ BBLAM ที่ 27.93%, KAsset ที่ 21.20%, Krungsri ที่ 16.50%, SCBAM ที่ 11.82%, และ UOBAM ที่ 6.21%  คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 83.67% ของตลาดทั้งหมด

โดยบลจ.ไทยที่มี Market share 5 อันดับแรกของกองทุน RMF มีดังนี้ BBLAM ที่ 27.88%, KAsset ที่ 23.87%, SCBAM ที่ 12.23%, Krungsri ที่ 11.71%,  และ TMBAM ที่ 5.37%  คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 81.06% ของตลาดทั้งหมด

About Author

Morningstar