เนื่องจากเว็บไซต์อยู่ในช่วงปรับปรุง จึงทำให้ท่านอาจประสบปัญหาการใช้งานได้ ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้

เฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.5%

ผลการประชุม FOMC เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมนี้ได้มีการประกาศขึ้นดอกเบี้ยที่ระดับ 0.5% ไปอยู่ในช่วง 0.75%-1.0% รวมทั้งมีแผนจะลดขนาด balance sheet โดยจะเริ่มในเดือนมิถุนายนนี้

Morningstar 05/05/2565
Facebook Twitter LinkedIn

การแถลงของประธานเฟด Jerome Powell เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมาได้เริ่มขึ้นโดยประธานเฟดเริ่มกล่าวด้วยถ้อยคำที่ไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยนัก “อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงเกินไปมาก และเราเข้าใจถึงความยากลำบากที่เกิดขึ้น และเราได้พยายามอย่างเร่งด่วนที่จะทำให้มันลดลง” และเพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพด้านราคาและสนับสนุนด้านการจ้างงานที่เฟดให้ความสำคัญ จีงได้มีการประกาศขึ้นดอกเบี้ยที่ระดับ 0.5% ไปอยู่ในช่วง 0.75%-1.0% รวมทั้งมีแผนจะลดขนาด balance sheet โดยจะเริ่มในเดือนมิถุนายนนี้

หากมองย้อนกลับไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทางเฟดได้มีการปรับดอกเบี้ยจากระดับ 0% ขึ้นมาที่ 0.25% ซึ่งเป็นการปรับครั้งแรกหลังจากช่วงโรคระบาด และครั้งล่าสุดนี้เป็นการปรับที่ระดับ 0.5% ครั้งแรกในรอบ 22 ปี

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาประธานเฟดได้ส่งสัญญาณต่อตลาดว่าเป็นไปได้ว่าจะมีการปรับดอกเบี้ยที่ 0.5% คำถามต่อมาคือจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป และเฟดจะเร่งปรับดอกเบี้ยในอนาคตอีกหรือไม่เพื่อรับกับอัตราเงินเฟ้อที่คงอยู่ระดับสูง โดยประธานเฟดได้กล่าวในการแถลงข่าวว่า การปรับดอกเบี้ยควรจะยังอยู่ที่ระดับ 0.5% ในการประชุมครั้งต่อ ๆ ไปในอนาคต และยังไม่ได้มีการพิจารณาการปรับที่ระดับ 0.75% ทำให้ทั้งตลาดหุ้นและตราสารหนี้คลายกังวลหลังจากการกล่าวของประธานเฟด

อย่างไรก็ดีความคาดหวังการปรับดอกเบี้ยที่ระดับสูงขึ้นก็มากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเป็นไปตามที่เฟดได้กล่าวว่าจะขึ้นที่ระดับ 0.5% ในการประชุมรอบที่เหลือของปี 2022 ทางด้าน Fed fund futures ได้เริ่มสะท้อนมุมมองว่าดอกเบี้ยอาจขึ้นไปแตะระดับ 3.25% ภายในไตรมาสแรกของปี 2023 หรือที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007

1 

ตลาดตราสารหนี้ได้สะท้อนความคาดหวังการปรับดอกเบี้ย โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรได้มีการปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งหมายความว่าแนวทางที่ทางเฟดได้ประกาศนั้นเริ่มมีผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมแล้ว โดย 30-Year mortgage rate พุ่งขึ้นจาก 3% ไปที่ระดับ 5% หรือสูงสุดในรอบกว่าทศวรรษ ซึ่งมีผลต่อความสามารถในการซื้อบ้านและจะกระทบกับอุปสงค์ในอนาคต

2 

คำถามสำคัญนั้นคือในช่วงที่เฟดจะลดขนาด balance sheet ลงนั้น bond yield อายุยาวนั้นจะสูงขึ้นไปอีกเท่าใด โดยเฟดมีแผนลดขนาดที่ 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนภายในกันยายนนี้ ทำให้ตลาดตราสารหนี้ยังมีเวลาวางแผนกับ QT ที่กำลังจะมาถึง แต่ก็จะทำให้ yield ยังคงปรับขึ้นได้

ในช่วงที่ผ่านมาอัตราการว่างงานนั้นกลับไปที่ระดับก่อนเกิดโรคระบาดแล้ว ในขณะที่ labor force participation ได้มีการฟื้นตัว ทั้งนี้ real GDP สหรัฐฯในช่วงไตรมาสแรกที่ลดลง 1.4% นั้นอาจไม่ถือเป็นนัยสำคัญเนื่องกิจกรรมต่าง ๆ ยังมีการเติบโตต่อ

3 

ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา headline CPI ซึ่งเป็นการบอกอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 8.6% yoy ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสูง ขณะเดียวกันการ lockdown ในประเทศจีนจะเพิ่มความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานของโลก

4

Facebook Twitter LinkedIn

About Author

Morningstar