ผู้เกษียณอายุควรลงทุนในหุ้นหรือไม่

ในสภาวะดอกเบี้ยต่ำเช่นนี้ เราลองมาดูกันค่ะว่าผู้เกษียณอายุควรปรับสัดส่วนลงทุนในตราสารทุนมากขึ้นหรือไม่ และต้องคำนึงถึงปัจจัยใดบ้าง

Morningstar 23/11/2563

โดยปกตินักลงทุนมักจะพยายามลดความเสี่ยงจากการลงทุนและซื้อสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอในช่วงที่เกษียณอายุจากการทำงาน แต่ด้วยสภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำทำให้แนวคิดการลงทุนในหุ้นในช่วงยามเกษียณมีเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น หากถามว่าในช่วงเกษียณอายุเราควรลงทุนในหุ้นหรือไม่นั้น ปัจจัยที่ต้องพิจารณาจึงมีอยู่หลายด้าน เช่น สถานะการเงินของนักลงทุน อายุขัยของผู้ลงทุน และความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนรับได้ หากนักลงทุนต้องการลงทุนในหุ้นจะต้องเข้าใจสถานะของตลาดการเงิน ยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุน และสามารถลงทุนได้เป็นระยะเวลายาวนานโดยไม่ต้องรีบใช้เงินจากการลงทุน

ซึ่งในอดีตนั้นสภาวะอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินยังอยู่ในระดับสูง 5-6% และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารยังให้ผลตอบแทนในระดับที่สูง ดังนั้น ผู้ที่เกษียณอายุจึงไม่จำเป็นที่จะต้องไปลงทุนในตราสารทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่มากขึ้นเพื่อการดำรงชีวิต แต่ด้วยในปัจจุบันที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมากถึงขั้นติดลบในบางประเทศ จึงเป็นการยากที่เราจะลงทุนในตราสารหนี้เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่เพียงพอได้

หลายๆคนคงคิดว่าในช่วงที่เราเกษียณอายุจากการทำงานนั้นจะเป็นช่วงที่เราสามารถเอาเงินที่ได้จากการออมและการลงทุนออกมาใช้จ่ายได้อย่างเต็มที่ แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้เกษียณอายุส่วนมากยังคงต้องการให้เงินที่สะสมไว้นั้นเติบโตอย่างต่อเนื่อง นั่นเป็นเพราะอายุขัยของคนเราในปัจจุบันอยู่ได้นานมากขึ้นส่งผลให้การใช้ชีวิตช่วงวัยเกษียณยาวนานขึ้น และทำให้จำเป็นต้องมีเงินมากขึ้นเพื่อรองรับชีวิตหลังเกษียณและเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในช่วงดังกล่าว เช่น สมมติว่าเรามีเงิน 60,000 บาทเพื่อใช้ในยามเกษียณ และปกติเราใช้เงินเดือนละ 500 บาท หากเราไม่ลงทุนเพิ่มเลยเงินจำนวนดังกล่าวจะใช้ได้นาน 10 ปี แต่ถ้านำไปลงทุนได้ผลตอบแทน 3%ต่อปี เงินทั้งหมดจะใช้ได้นานขึ้นเป็น 13 ปี และถ้าลงทุนได้ 4%ต่อปี ก็จะใช้ได้นานถึง 14 ปี เป็นต้น

2020 11 23 10 11 56 HLWYSL

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงจากการลงทุนในหุ้น ก็ไม่ได้แปลว่าจะให้นำเงินลงทุนทั้งหมดที่มีไปไว้ในหุ้นทั้งหมด การกระจายการลงทุนมีความจำเป็นอย่างมากต่อผู้ที่เกษียณอายุแล้ว โดยเฉพาะการลงทุนในตราสารหนี้ เนื่องจากในช่วงที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนที่ไม่ดี เงินลงทุนจากตราสารหนี้ก็ยังมีความปลอดภัยมากกว่า นอกจากนี้ การลงทุนในหุ้นยังมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาค่อนข้างมาก (Volatility risk) เมื่อเทียบกับการลงทุนในตราสารหนี้ ดังนั้น หากนักลงทุนสามารถถือการลงทุนในหุ้นได้ยาวขึ้น ก็จะเป็นการลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหุ้นในช่วงสั้นๆไปได้ ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักสำหรับผู้สูงอายุ

สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่อาจให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นช่วงแรกไม่สูงมากเพื่อความปลอดภัยของเงินลงทุน เพราะในช่วงที่ราคาในตลาดหุ้นปรับขึ้นค่อนข้างมาก ผลตอบแทนจากเงินลงทุนก็สูงขึ้นด้วย แต่ถ้าตลาดหุ้นปรับลดลงนักลงทุนก็สามารถที่จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้แทน

ดังนั้น หากเรารับความเสี่ยงได้มาก ในทางทฤษฎีแล้วเราก็ควรเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นให้มาก แต่ก็ไม่ควรลืมว่าการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นย่อมนำไปสู่ความเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วย

About Author

Morningstar