การสร้างพอร์ตการลงทุนระยะยาว

การลงทุนในกองทุนรวมที่เน้นถือยาวโดยไม่ทำการซื้อขายบ่อยครั้งซึ่งพบว่าผลตอบแทนที่ได้โดยรวมสูงกว่าการลงทุนแบบซื้อขายบ่อยครั้ง แนวทางการจัดพอร์ตดังกล่าวมีอะไรบ้างนั้นลองมาดูกันค่ะ

Morningstar 20/04/2564
Facebook Twitter LinkedIn

จากการทดสอบการลงทุนในกองทุนรวมที่เน้นถือยาวโดยไม่ทำการซื้อขายบ่อยครั้งซึ่งพบว่าผลตอบแทนที่ได้โดยรวมสูงกว่าการลงทุนแบบซื้อขายบ่อยครั้ง  การลงทุนแบบถือยาวนั้นมีข้อดีหลายด้าน อย่างแรกคือการซื้อขายบ่อยครั้งทำให้เกิดค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย ซึ่งส่งผลต่อผลตอบแทนของพอร์ตลงทุนให้ลดลง การลงทุนแบบถือยาวทำให้ความเครียดของนักลงทุนลดลง เนื่องจากไม่ต้องไปสนใจต่อความผันผวนที่เกิดขึ้นระหว่างทางของหลักทรัพย์ที่ไปลงทุน นอกจากนี้ยังเหมาะกับผู้ที่ไม่มีเวลามาก หากเราสามารถจัดพอร์ตลงทุนที่สามารถทิ้งไว้ได้นานโดยไม่ต้องคอยมาทบทวนบ่อยๆ เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็คาดว่าผลกระทบต่อการลงทุนจะมีไม่มากนั่นเอง และแนวทางการจัดพอร์ตดังกล่าวมีอะไรบ้างนั้นลองมาดูกัน

1.จัดสรรเงินลงทุน

อย่างแรกที่ต้องทำคือการจัดสรรเงินลงทุน โดยการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ต่างๆเพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง ทั้งนี้ หากเรามีระยะเวลาในการลงทุนที่ยาวนานกว่าจะเกษียณก็อาจให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นเป็นสัดส่วนที่มากกว่าผู้ที่อยู่ในช่วงเกษียณอายุแล้ว ขณะผู้ที่อยู่ในช่วงเกษียณก็ควรจะเน้นลงทุนในตราสารหนี้หรือเงินสดมากขึ้นแทน นอกจากนี้ Target date fund หรือกองทุนที่เน้นการลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณอายุ ก็ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนระยะยาวเช่นกัน เนื่องจากไม่ต้องคอยตามว่าหลักทรัพย์ที่ลงทุนอยู่จะเป็นอย่างไร แต่หากนักลงทุนต้องการจัดสรรสินทรัพย์เพื่อการลงทุนเอง สิ่งสำคัญที่ต้องดูคือเรื่องของความเสี่ยงที่รับได้นั่นเอง ทั้งนี้ สัดส่วนเงินลงทุนในสินทรัพย์ยังสามารถเปลี่ยนให้เหมาะสมได้ เช่น หากอายุตั้งแต่ 55ปี สามารถให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นได้ถึง 70% ของเงินลงทุนที่มีอยู่ จากนั้นค่อยลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นให้เหลือ 60% ในช่วงอายุ 65 ปีขึ้นไป

2.ปิดหรือยกเลิกบัญชีที่ไม่ใช้แล้ว

อีกสิ่งที่ควรทำสำหรับนักลงทุนคือ การปิดบัญชีเงินลงทุนต่างๆที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว เพื่อลดความยุ่งยากในพอร์ตการลงทุนลง โดยเหลือเฉพาะบัญชีที่จำเป็นเพื่อวัตถุประสงค์การใช้งานโดยเฉพาะ

3.กระจายการลงทุน

สำหรับการลงทุนระยะยาวการลงทุนใน Index funds หรือลงทุนตามดัชนี และการลงทุนใน ETFs ถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เนื่องจากไม่จำเป็นต้องติดตามหรือทบทวนพอร์ตลงทุนมาก มีต้นทุนการลงทุนที่ต่ำ และเป็นการลงทุนที่ครอบคลุมทั้งตลาด ในส่วนของเงินสดที่มีอยู่ก็อาจเลือกลงทุนโดยการฝากเงินในธนาคาร หรือลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงิน ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการลงทุนในพันธบัตรหรือหุ้นกู้ซึ่งต้องคอยดูว่าจะครบกำหนดอายุเมื่อไหร่และยังต้องนำเงินที่ครบกำหนดอายุไปลงทุนใหม่

4.กำหนดระยะเวลาการทบทวนเงินลงทุน

เนื่องจากหลายๆคนคงไม่อยากมาคอยดูว่าเงินหรือสินทรัพย์ที่ลงทุนไปในแต่ละวันเป็นอย่างไร หรือแม้แต่ทุกๆไตรมาสก็ตาม สิ่งที่นักลงทุนส่วนใหญ่ต้องการเพียงแค่รู้ว่าโดยรวมเงินลงทุนเหล่านั้นยังดีอยู่ก็พอแล้ว ดังนั้น หากลองจัดสรรเงินลงทุนตามที่กล่าวมาข้างต้นการทบทวนสินทรัพย์ที่ลงทุนเพียงปีละครั้งก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

นักลงทุนอาจทำแผนประกอบการลงทุนคร่าวๆ เช่น แนวทางการจัดสรรสินทรัพย์ลงทุน การเลือกสินทรัพย์ลงทุน กำหนดเวลาในการทบทวนเงินลงทุน และขั้นตอนในการทบทวน เป็นต้น แต่ถ้าเป็นผู้ที่เกษียณอายุจากการทำงานแล้ว การรักษาเงินลงทุนอาจมีความซับซ้อนขึ้นมาอีกหน่อย เช่น คำนวณผลตอบแทนจากเงินลงทุนเพื่อให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น และต้องให้แน่ใจว่าการดึงเงินจากพอร์ตการลงทุนออกมาใช้จ่ายนั้นจะไม่มากเกินไปจนทำให้แผนการลงทุนลดลงมากกว่าที่วางแผนไว้แต่แรก

Facebook Twitter LinkedIn

About Author

Morningstar