ผลตอบแทนของตราสารหนี้และตราสารทุน

เปรียบเทียบผลตอบแทนของตราสารหนี้และตราสารทุนในรอบ 70 ปีที่ผ่านมา

Morningstar 19/07/2564
Facebook Twitter LinkedIn

ตลาดตราสารหนี้

หากย้อนไปดูตลาดพันธบัตรสหรัฐในช่วง 70 ปีที่ผ่านมา  พบว่าผลตอบแทนของพันธบัตรในช่วงปี 1950-1979 นั้นอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าในช่วงปี 1980-2019 อย่างมาก

ex 1

ยกตัวอย่างเช่น หากลงทุนด้วยเงิน $10,000 ในช่วงปี 1950-1979 ผลตอบแทนที่ได้คือ $6,000 เท่านั้น แต่หากลงทุนด้วยเงินเท่ากันในปี 1980-2019 เงินลงทุนจะเพิ่มขึ้นเป็น $90,000 ซึ่งจะเห็นได้ว่าอัตราผลตอบแทนจากพันธบัตรใน 2 ช่วงนั้นกับต่างกันอย่างมาก และหากดูเป็นอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงที่นับรวมเรื่องอัตราเงินเฟ้อด้วยแล้วจะพบว่าในบางช่วงนั้นการลงทุนในพันธบัตรไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่ดีกับนักลงทุนเลย

ex 2

ทั้งนี้ในช่วงปี 1950 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำอย่างมาก (the Great Depression) และตลาดหุ้นก็ปรับลดลง ทำให้นักลงทุนเลือกที่จะย้ายเงินไปลงทุนในพันธบัตรแม้ว่าจะให้ผลตอบแทนเพียง 2% ก็ตามในภาวะที่เทียบกับอัตราเงินเฟ้อในขณะนั้นที่ 5.5% ซึ่งจริงๆแล้วก็เป็นทางเลือกที่ยังดีกว่าการไปลงทุนในหุ้นช่วงนั้นหรือถือเงินสดที่ให้ผลตอบแทนเพียง 1% เท่านั้น อย่างไรก็ตามในปี 1980 นั้น ความน่าสนใจในพันธบัตรก็เริ่มลดลงเพราะตลาดหุ้นเริ่มดีขึ้น และแม้ว่าที่ผ่านมาตลาดหุ้นจะย่ำแย่ก็ตามแต่โดยรวมก็ยังให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดพันธบัตรอยู่ดี นักลงทุนจึงย้ายเงินลงทุนไปตลาดหุ้นมากขึ้น ผลตอบแทนพันธบัตรจากที่เคยให้อยู่ 2% จึงค่อยๆปรับสูงขึ้นจนไปถึง 10.3% เพื่อดึงดูดนักลงทุน

ตลาดหุ้น

สำหรับผลตอบแทนของตลาดหุ้นในอดีตพบว่ายังดีกว่าพันธบัตรอย่างมาก ทั้งในช่วงก่อนและหลังปี 1980 จะเห็นว่าผลตอบแทนจากตลาดหุ้นทั้ง 2 ช่วงยังสูงกว่าพันธบัตรโดยรวม แม้ว่าบางช่วงตลาดหุ้นจะแย่ลงก็ตามแต่สุดท้ายก็ปรับขึ้นมาดีได้อย่างเดิม ซึ่งต่างจากพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนที่ดีแค่บางช่วงเท่านั้น

ex 3

ex 4

ที่ผ่านมาก็มีคำเตือนให้ระมัดระวังการลงทุนในหุ้นในช่วงดังกล่าว เนื่องจากราคาหุ้นที่ปรับสูงขึ้นอย่างมากทำให้โดยเปรียบเทียบกับเงินปันผลที่ได้รับพบว่าอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลจะอยู่ในระดับที่ต่ำลง (Low stock yields) ซึ่งโดยปกติแล้วอัตราผลตอบแทนดังกล่าวควรจะสูงกว่าอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรเพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่สูงกว่าของหุ้นนั่นเอง ในภาวะเช่นนี้จึงดูเหมือนว่าราคาหุ้นนั้นปรับสูงเกินกว่ามูลค่าที่แท้จริง หรือหากดู CAPE ratio ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบราคาหุ้นกับกำไรต่อหุ้นในช่วงเวลาหนึ่งๆ ก็จะพบว่าในช่วงเวลาดังกล่าว สัดส่วนของ CAPE ratio สูงขึ้นอย่างมากและเป็นการสะท้อนว่าอัตราผลตอบแทนที่จะได้รับจากหุ้นในอนาคตนั้นมีแนวโน้มลดลง นอกจากนี้ในช่วงที่เกิด Global financial crisis และ Bill Gross ได้ออกมาย้ำเตือนนักลงทุนว่าให้ระวังการลงทุนในตลาดการเงินก็ตามซึ่งเขามองว่าอัตราผลตอบแทนโดยรวมทั้งตลาดหุ้นและตราสารหนี้ในช่วงนั้นน่าจะอยู่ในระดับต่ำไม่เกิน 3%  ซึ่งในท้ายที่สุดจะเห็นว่าแม้จะมีคำเตือนออกมามากมายเกี่ยวกับตลาดหุ้นในช่วงนั้นแต่ก็ไม่ได้ทำให้มีความกังวลต่อการลงทุนในตลาดหุ้นมากมายเลย ราคาหุ้นยังคงปรับสูงขึ้นอยู่ดี

Facebook Twitter LinkedIn

About Author

Morningstar